วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แวมไพร์ไนท์

    หวัดดีขอรับ^^
วันนี้จะมานำเสนอการ์ตูน *0*
ที่ข้าพเจ้าชื่นชอบ (และก็คงมีอีกหลายๆ คนชอบด้วย^^)
นั่นก็คือ  ร์ท์^-^
ป่ะๆ ไปชมกานนนน


แวมไพร์ไนท์ (ญี่ปุ่น: ヴァンパイア騎士 Vanpaia Naito ทับศัพท์จาก Vampire Knight ) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นแนวโชโจะ วาดโดย มัตสึริ ฮิโนะ ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร LaLa โดยสำนักพิมพ์ฮาคุเซนฉะ ของประเทศญี่ปุ่น
เนื้อเรื่องกล่าวถึงโรงเรียนคุโรสึที่เปิดการเรียนการสอนมี 2 class คือ day class นักเรียนภาคกลางวัน และ night class นักเรียนภาคกลางคืน ซึ่งไม่มีใครในเดย์คลาสรู้ความจริงที่ว่า ไนท์คลาสทั้งหมดเป็นแวมไพร์ ผู้ที่รักษาความลับนี้ไว้คือ "การ์เดี้ยน" ที่ทำงานโดยใช้ชื่อ กรรมการรักษาระเบียบไว้

เนื้อเรื่อง
ยูกิซึ่งสูญเสียความทรงจำเมื่อ 10 ปีก่อน มีคานาเมะช่วยชีวิตจากแวมไพร์ชั่วร้าย จึงเป็นผู้ที่มีบุญคุณของยูกิ คานาเมะได้พายูกิมาฝากไว้กับผู้อำนวยการคุโรสึ และได้เป็นลูกสาวบุญธรรมของผู้อำนวยการ คานาเมะมักจะมาหายูกิทุกครั้งที่เขามาหาได้ จนวันหนึ่ง เซโร่ ที่ทั้งตัวเปื้อนเลือด ก็ได้มาอาศัยอยุ่ร่วมกับยูกิ ทำให้เรื่องราวทั้งหมดเปลี่ยนไป เขาเกลียดชังแวมไพร์ แต่ก็มียูกิซึ่งคอยปลอบใจเขาตลอดมา ต่อมาผู้อำนวยการได้จัดตั้งไนท์คลาสขึ้นมา และได้เชิญให้คานาเมะเป็นผู้ควบคุมไนท์คลาสทั้งหมด ยูกิหลงรักคานาเมะตลอดมา ทั้งที่ไม่สามารถเป็นความจริงได้ เพราะคานาเมะเป็นแวมไพร์
ตัวละคร

ยูกิ คุโรสึ / ยูกิ คุรัน (黒主 優姫 Kurosu Yūki/Kuran Yūki 玖蘭 優姫)
เด็กสาวที่สูญเสียความทรงจำเมื่อ 10 ปีก่อน ความจำของเธอเริ่มจากตอนที่เธอโดนแวมไพร์ทำร้าย แต่ได้คานาเมะ คุรันช่วยเอาไว้ ยูกิเป็นลูกสาวบุญธรรมของผู้อำนวยการโรงเรียนคุโรสึ และเป็นการ์เดี้ยนของโรงเรียนอีกด้วย ยูกิมีใจให้คานาเมะมาตลอด และเธอก็รู้ดีว่าถึงแม้คานาเมะกับแวมไพร์ Night Class ทุกคนนั้นเป็นแวมไพร์ชนชั้นผู้ดีขึ้นไปทั้งนั้นและยังเป็นพวกหน้าตาดี แต่นอกโรงเรียนนั้นยังมีแวมไพร์ระดับตำๆที่จะสามารถฆ่าคนได้ทุกเวลา เธอจึงไม่กล้าออกนอกโรงเรียนตามลำพัง แวมไพร์ระดับตำเพียงคนเดียวที่ยูกิเติมใจช่วยและเป็นห่วงมาตลอดคือเซโร่ คิริยู ยูกิยินดีให้เซโร่ดูดเลือดทุกครั้งที่เขาต้องการ เธอพยายามช่วยไม่ให้เซโร่ตกเป็นแวมไพร์ระดับ E
หลังจากถูกคานาเมะกัด ความจำของยูกิก็กลับมาอีกครั้ง เดิมทียูกิเป็นลูกสาวของจูริ คุรันและฮารุกะ คุรัน แถมยังเป็นน้องสาวของคานาเมะ คุรันอีกด้วย ยูกิเป็นแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ที่จูริและฮารุกะปิดบังเอาไว้จากโลกภายนอก แต่วันหนึ่งริโดะ คุรันก็มาโจมตีพวกเขา ฮารุกะจึงออกไปรับมือริโดะแต่ก็ต้องตายไปในที่สุด ระหว่างการต่อสู้ของฮารุกะและริโดะ จูรินั้นก็พายูกิไปในห้องๆหนึ่ง และทำให้ยูกิกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่การที่จะเปลี่ยนยูกิเป็นมนุษย์นั้น จูริต้องสละชีวิตของตน ด้วยเหตุนี้คานาเมะจึงต้องดูแลยูกิมาตลอดแม้ว่ายูกิคนใหม่จะจำอะไรไม่ได้เลยก็ตาม
เซโร่ คิริยู (錐生 零 Zero Kiryuu)
ผู้ซึ่งเกลียดชังแวมไพร์ ครอบครัวของเซโร่ถูกแวมไพร์ฆ่าตาย แต่กลับมีเขาที่รอด เซโร่เป็นนักเรียนภาคกลางวัน หรือ day class เป็นคู่หูการ์เดี้ยนของยูกิ เขาเกิดในตระกูลแวมไพร์ฮันเตอร์(นักล่าแวมไพร์) แต่ถูกชิสึกะ ฮิโอซึ่งเป็นแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์กัดเมื่อ 4 ปีก่อน จึงทำให้เขากลายเป็นแวมไพร์ เขาจึงเกลียดแวมไพร์ เกลียดตัวเอง และอยากฆ่าตัวตาย ยูกิจึงเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ข้างๆเขา และคอยช่วยเหลือเซโร่ตลอดมา ยูกิพยามไม่ทำให้เซโร่กลายเป็นแวมไพร์ระดับ : E (END)
คานาเมะ คุรัน(玖蘭 枢 Kaname Kuran)
ผู้ที่ช่วยชีวิตยูกิไว้เมื่อ 10 ปีก่อนจากแวมไพร์ชั่วร้ายคานาเมะเป็นนักเรียนภาคกลางคืน หรือ night class เป็นหัวหน้าหอของนักเรียน night class ที่เหล่าแวมไพร์ยกย่องให้เป็น "นายเหนือ" คานาเมะเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ day class มีนิสัยอ่อนโยน รักยูกิ และคอยปกป้อง เฝ้าดูยูกิซึ่งจำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งภายหลังคานาเมะทำให้ยูกิฟื้นความทรงจำได้ว่าในอดีตตัวเองเป็นแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์และเป็นน้องสาวของคานาเมะ
ริโดะ คุรัน (玖蘭 李土 Rido Kuran )
แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ตระกูลคุรัน มีพี่น้อง 3 คน คือ ริโดะ(ชาย), ฮารุกะ(ชาย), จูริ(หญิง) ในอดีตหลงรักจูริ (น้องสาว)แต่ว่าอกหักเพราะจูริไปแต่งงานกับฮารุกะ จึงได้หมั้นหมายกับชิสึกะ ฮิโอ แต่แล้วกลับโดนทิ้งเพราะชิสึกะไปหลงรักแวมไพร์ชั้นต่ำที่เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ริโดะจึงแก้แค้นด้วยการแก้ไขคำสั่งหลอกให้ฮันเตอร์พ่อแม่ของเซโร่ไปฆ่าคู่รักของชิสึกะ ซึ่งขณะนั้นฮันเตอร์ยังไม่มีสิทธิ์ฆ่าเพราะยังไม่เป็นแวมไพร์ระดับ E ทั้งนี้ ริโดะมีภรรยาเป็นแวมไพร์ชนชั้นผู้ดี และมีลูกชื่อ "ชิกิ" ซึ่งเป็นนักเรียนใน night class
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
        *คานาเมะ ไม่ใช่พี่ชายจริงๆ ของยูกิ แท้จริงแล้วคานาเมะเป็นแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์คนแรกและเป็นต้นตระกูลคุรัน หรือเป็น "นายเหนือ" ของเหล่าแวมไพร์ และถูกปลุกคืนชีพโดย ริโดะ โดยพี่ชายที่แท้จริงของยูกิ ถูกริโดะฆ่าตายเพื่อนำมาใช้เป็นร่างภาชนะของคานาเมะ
แวมไพร์ฮันเตอร์
  • มนุษย์ที่ทำหน้าที่เป็นนักล่าแวมไพร์
  • สืบต่อหน้าที่กันทางสายเลือด
  • ฮันเตอร์จะรับคำสั่งจากสมาคมฮันเตอร์ให้กำจัดแวมไพร์ระดับ E เท่านั้น
  • ตระกูลฮันเตอร์จะไม่สมารถมีลูกฝาแฝดได้ เนื่องจากในขณะที่แม่กำลังท้องอยู่นั้นลูกคนที่แข็งแรงกว่าจะดูดพลังลูกที่อ่อนแอจนเหลือรอดชีวิตเพียงคนเดียว
แวมไพร์
  • แวมไพร์มีการแบ่งชนชั้นคล้ายปิรามิด 4 ระดับ คือ 1.ระดับ A - แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ (เรียกว่า นายเหนือ), 2.ระดับ B - แวมไพร์ชั้นสูง (หรือ ชนชั้นผู้ดี) , 3.ระดับ C แวมไพร์สามัญทั่วไป, 4.ระดับ D - แวมไพร์ที่เคยเป็นมนุษย์และถูกกัดโดยแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ , ระดับ E (หรือ "End") - แวมไพร์ระดับ D ที่ต่อมาควบคุมตัวเองไม่ได้ ไล่ทำร้ายทุกคน
  • แต่เดิมแวมไพร์จะปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (ตระกูลคุรัน) โดยมีปู่ของคานาเมะ เป็นพระราชาองค์สุดท้าย ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกเปลี่ยนเป็นปกครองโดยสภาอาวุโสแทน โดยสภาอาวุโสจะมาจากแวมไพร์ชั้นสูง
  • แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ สามารถแต่งงานกันเองในครอบครัวได้เพื่อรักษาเลือดให้บริสุทธิ์ ตัวอย่างเช่น ตระกูลคุรัน 3 พี่น้อง คือ ริโดะ, ฮารุกะ, จูริ โดยที่ ริโดะหลงรักจูริ แต่จูริไปแต่งงานกับฮารุกะ
  • แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์มีอายุยืน มีพลังมาก และสามารถควบคุมให้แวมไพร์ตนอื่นยอมเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้ โดยแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์สามารถเพิ่มพลังความสามารถได้โดยการกินเลือดแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ด้วยกันเอง





                                                     
...Yoshiki&Poroei-SADIE...
  รายงาน


วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น *-*

                                                        หวัดดีจ้า ^^
                                 วันนี้ Yoshiki ขอรายงานตัว =_=! (มันมาอีกแล้ว)
                                              วันนี้จะพาไปเที่ยวๆๆๆๆ ญี่ปุ่น *-*
                                                         ตามมาๆ ^o^


  สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงโตเกียว
  1.พระราชวังอิมพีเรียล พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ อาณาบริเวณหลายแห่งในพระราชวังจึงมิได้เปิดให้เข้าชม แต่บางส่วนจะเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงวันหยุดพิเศษ ตัวปราสาทสร้างตามรูปแบบในสมัยเอโดะ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหิน ทางเข้าหลักจะเป็นสะพานคู่หรือเรียกว่า นิจูบาชิ (Nijubashi) ที่สร้างได้อย่างสวยสง่างาม แต่ไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปผ่าน ยกเว้นในช่วงปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่จะเปิดให้พสกนิกร(บางคน)ข้ามมารับพระราชทานพรใกล้ๆที่ประทับ ทางด้านตะวันออกจะมีสวนดอกไม้ (Higashi Gyoen) ซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามาพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดเวลา และเข้าไปยังเขตพระราชฐานได้ 3 ประตู จากทั้งหมด 8 ประตู คือ โอเตมง(Ote-mon), ฮิรากาวะมง(Hirakawa-mon) และคิตะฮาเนบาชิมง(Kitahanebashi-mon) ตัวพระตำหนักเป็นอาคารคอนกรีตทรงเตี้ยกว้างสร้างด้วยหินแกรนิตและบะซอลต์จากภูเขาไฟ คลุมด้วยหลังคาสีเขียว สร้างเสร็จในปี 1970 แทนพระตำหนักไม้หลังเดิมที่ถูกระเบิดในช่วงสงครามโลกในปี 1945

 

  2.อาซากุสะ (Asakusa)
สิ่งที่อยู่คู่กับย่านอาซากุสะและเป็น    สัญลักษณ์ของที่นี่คือ วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง (Asakusa Kannon) น่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันแน่นขนัดทุกปี และซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่าย จึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักด้วยผู้คน ตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำ แต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์(Kannon)แทน หัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นนั้น และตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกรทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ริมแม่น้ำแห่งนี้ยิ่งสวยงามเหนือคำบรรยายจริงๆ

 


  3.ชินจูกุ (Shin-juku)  ชินจูกุเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟทั้งสายในโตเกียวและวิ่งสู่ภูมิภาคต่างๆรวมถึงรถไฟใต้ดินด้วย บริเวณสถานีมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงรายแน่นขนัดทั้งบนดินและใต้ดิน และยังมีห้างสรรพสินค้าใหญ่อีก 4 แห่งให้เดินชอบปิ้งกันสุดเหวี่ยงไปเลยในแถบนั้น หากเดินห้างทั้ง 4 แล้วยังไม่จุใจยังไม่หมดนะคะ ให้ท่านลองเดินไปยังประตูสถานีด้านตะวันออกสู่ชินจูกุโดริ(Shinjuku Dori) ที่นั่นจะมีห้างสรรพสินค้ารวมถึงร้านค้าอีกจำนวนมากไว้รองรับนักช้อป ชินจูกุโดริมีบริเวณโล่งเหมาะแก่การเดินทอดน่องเตร็ดเตร่ มีจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ให้ชมอยู่ด้านนอกของห้างสตูดิโออัลต้า(Studio Alta) ให้ชมกันเพลินๆไปเลย หากต้องการชมวิวอีกรูปแบบหนึ่งให้เดินมาตามยาซุคุนิโดริซึ่งอยู่ใต้ทางรถไฟ เพื่อไปยังด้านตะวันตกของชินจูกุ ท่านจะได้พบกับอาคารสูงเสียดฟ้ามากมายในย่านตะวันตก เมื่อเดินมาเรื่อยๆท่านจะตื่นตาตื่นใจกับตึกแฝดสูงลิบลิ่ว ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาลกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government Office) ด้วยความสูงของตึก 48 ชั้น หรือ 243 เมตร ทำให้อาคารแห่งนี้ดูเด่นตระหง่านและเหมือนจะประกาศความยิ่งใหญ่ของโตเกียวได้เป็นอย่างดี



  4.กินซ่า (Ginza)
 กินซ่านับเป็นย่านที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ด้วยร้านค้าแบรนด์เนมและโชว์รูมของสินค้าไฮเทคโนโลยีที่รู้จักกันทั่วโลก "โซนี่" ยามค่ำคืนย่านแห่งนี้จะสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและป้ายโฆษณา สถานบันเทิงต่างคึกคักทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวา ถนนกินซ่าโดริ(Ginza Dori) หรือบางทีเรียกว่า ชูโอโดริ เป็นถนนสำคัญหนึ่งในสองสายที่ตัดผ่านกินซ่า สองฟากถนนเต็มไปด้วยห้องเสื้อทันสมัย แกลเลอรี่ศิลปะและห้างสรรพสินค้าชั้นน้ำ เช่น มัตสึยะ(Matsuya) ที่ใหญ่สุดในระแวก มิตสึโคชิ(Mitsukoshi) ซึ่งอยู่ในกินซ่า 4 โจเมะ(Ginza 4-chome) อันเป็นย่านของคนคลั่งไคล้การชอบปิ้ง มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งแฟชั่นและของแปลกๆจึงเป็นแหล่งรวมวัยรุ่น จุดนัดพบยอดนิยมของโซนนี้ คือ หน้าตึกโซนี่ จะเห็นผู้คนมายืนเตร็ดเตร่สีหน้ารอคอยอยู่ด้านนอก ส่วนด้านในจะเป็นโชว์รูมสินค้าอิเล็กทรอนิคส์และโชว์รูมโตโยต้า




                                    เป็นไงอยากไปเที่ยวที่ไหนกันล่ะ!! ^^
                                                   มาบอกกันด้วยนะ^^
                 
                                                 
...Yoshiki&Poroei-SADIE...
  รายงาน

สภาพอากาศของญี่ปุ่นและการแต่งตัว

                                                  หวัดดีจ้า ^^
                                   วันนี้ Yoshiki ขอรายงานตัว =_=!
                    วันนี้มาทำความรู้จักสภาพอากาศของญี่ปุ่นและการแต่งตัวกันเถอะ!!

  ญี่ปุ่นประกอบด้วย 4 ฤดู ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว สภาพอากาศและการแต่งกายก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ช่วงที่ร้อนที่สุดในรอบปีคือเดือนสิงหาคม ช่วงที่หนาวที่สุดในรอบปีคือ เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จากเหนือสุดสู่ใต้สุด อุณหภูมิจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ยกเว้นที่เกาะโอกินาว่าที่อุณหภูมิอบอุ่นตลอดปี ดังนั้นควรเช็คสถาพอากาศของญี่ปุ่นก่อนการเดิน (นะจ๊ะ :) )

                                                     ฤดูใบไม้ผลิมีนาคม เมษายน พฤษภาคม
อากาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น แม้คนญี่ปุ่นจะถือว่าอบอุ่นแล้ว แต่ยังค่อนข้างเย็นสำหรับคนไทย อุณหภูมิจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนจัดกระเป๋า
  เสื้อที่ควรเตรียมไป ถ้าไปต้นฤดูใบไม้ผลิ จะยังเป็นรอยต่อของช่วงฤดูหนาวอยู่อากาศยังหนาวสำหรับคนไทย ควรเตรียมแจ็กเก็ตและสเว็ตเตอร์กันหนาวไป เตรียมเสื้อด้านในที่ให้ความอบอุ่นไปและสวมเสื้อคลุม แจ็กเก็ตหรือคาร์ดิแกน หรือเสื้อคลุมบางตัวยาว ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ควรเตรียมกางเกงขายาว กางเกงขายาวแนบเนื้อตัวหนา ถุงน่องแบบหนา และถุงเท้ายาว พร้อมรองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าบูทแบบหุ้มข้อ

                                                          ฤดูร้อน  มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม
อากาศในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นอุณหภูมิอากาศคล้ายกับอยู่ที่เมืองไทย ดังนั้นสามารถเอาเสื้อผ้าแบบที่ใช้ในเมืองไทยอยู่ไปได้
 
  เสื้อที่ควรเตรียมไป เสื้อผ้าแบบเมืองร้อน เสื้อแขนกุดพร้อมเสื้อทับด้านนอก เสื้อยืดแขนสั้น ชุดเดรส กางเกงหรือกระโปรงสั้น กางเกงขายาว ถุงเท้าแบบสั้น รองเท้าหุ้มส้นธรรมดาหรือ รองเท้าสาน โลชั่นกันแดด ชุดว่ายน้ำ แว่นตากันแดด หมวกสำหรับกันแดด แต่ควรให้นำแจ็กเก็ตหรือเสื้อคลุมอย่างบางไปด้วยสำหรับถ้าอากาศเย็นในช่วงกลางคืน และไม่ควรลืมผ้าเช็ดหน้า ผ้าฝ้าย หรือผ้าขนหนูผืนเล็กๆ สำหรับเช็ดเหงื่อ
 
 
ฤดูใบไม้ร่วงกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน
อากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นอุณหภูมิเริ่มเข้าสู่หน้าหนาวอยู่ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนจัดกระเป๋า

เสื้อที่ควรเตรียมไป เสื้อยืดแขนยาว เสื้อแขนยาว เสื้อคอเต่าแขนยาว เสื้อคาร์ดิแกน เสื้อคลุม เสื้อแจ็กเก็ต สเว็ตเตอร์กันหนาว ผ้าพันคอแบบหนา ควรเตรียมกางเกงขายาว กระโปรงยาว กางเกงเล็กกิ้งตัวหนา ถุงน่องแบบหนา และถุงเท้ายาว พร้อมรองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าบู๊ทครึ่งเข่า
 
ฤดูหนาวธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์
ในฤดูหนาวของญี่ปุ่น จะหนาวเย็นมากและ มีหิมะตก

เสื้อผ้าที่ควรเตรียมชุดกันหนาวไปให้พร้อม เสื้อและกางเกงแนบเนื้อด้านใน สำหรับให้ความอบอุ่นกับร่างกาย จำเป็นต้องมีเสื้อคลุมโอเวอร์โค๊ต ชุดผ้าขนสัตว์และแจ๊กเก็ตชนิดหนาเป็นพิเศษ ถ้าเป็นแบบกันน้ำได้ก็ยิ่งดี ผ้าพันคอแบบหนา ถุงมือ หมวกไหมพรมแบบกันหนาวได้ ถ้าหนาวมากอาจต้องมีที่ปิดหู ส่วนถุงเท้าให้ใส่แบบหนาๆ รองเท้าหุ้มข้อหรือรองเท้าบูทที่กันความหนาวเย็นและหิมะได้ ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ


เสื้อผ้าสำหรับใช้อย่างเป็นพิธีรีตองหรือพิธีการ จำพวกทักซิโด และเสื้อราตรี หากเกิดความจำเป็นก็มีร้านให้เช่า ถุงเท้าสะอาดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่าบ่อยครั้งจำเป็นจะต้องถอดรองเท้าออก เช่นตามภัตตาคารญี่ปุ่นบางแห่ง หรือเมื่อก้าวเข้าบริเวณ ชานหน้าบ้านของชาวญี่ปุ่น ก่อนเข้าห้องรับแขก จึงควรนำถุงเท้าสะอาดๆ ไปหลายๆ คู่
 
 
หว่า~อยากไปญี่ปุ่นจัง ใครก็ได้ออกค่าตั๋วให้ที =W= 55+
 


...Yoshiki&Poroei-SADIE...
  รายงาน

บ้านที่แพงที่สุดในโลกกกก =o=

Antilla Building

ตอนนี้มหาเศรษฐีใหญ่ ที่ทำสถิติรายนี้ ไม่ใช่คนอเมริกัน ไม่ใช่เศรษฐีใหม่อย่างจีน หรือรัสเซีย แต่เป็นเศรษฐีเงียบๆชาวอินเดีย คือนาย มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) ที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจของอินเดีย ซึ่งอันดับคนรวยที่สุดในโลกปีนี้ เขาอยู่ที่อันดับห้า ด้วย ทรัพย์สิน 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากธุรกิจปิโตรเคมี คนอินเดียเขาน่าจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะชาวเมืองมุมไบ (Mumbai) ตอนนี้เป็นข่าวออกมาว่า เขากำลังจะสร้างตึกระฟ้าส่วนตัว ของเขาชื่อตึก “Antilla” เป็นบ้าน 27 ชั้น ความสูง 173 เมตร ประกอบไปด้วย ที่จอดรถ 6 ชั้น ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และมีทำงานของพนักงานประจำ 600 คน คาดว่าจะสร้างเสร็จตอนปลายปีนี้



ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ คือประโยคที่ว่า “ ไม่มีใครจะรับประกันได้ว่า คนที่มีเงินมากๆจะต้องมีรสนิยมดี ” คือประโยคที่อธิบายความสวยงามของตึก 27 ชั้นของ นาย Mukesh หรือถ้าจะให้เบาลงมาหน่อยก็จะกล่าวว่า “ อย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ที่จะสร้างตึกใหญ่โต เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความมั่งคั่งของตัวเอง ในเมืองที่มีคนยากจน ไร้ที่อยู่อีกมากมายนี้ ” เพราะการใช้จ่ายที่เหมาะสมกว่านี้ ยังมีอีกหลายวิธี ดีกว่าให้คนหมั่นไส้


เพราะในโลกนี้ ยังมีคนรวยอีกมากมายนัก ที่จะสามารถสร้างอะไรอย่างนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนมาก ก็ยังมีสำนึกที่ดี ที่จะทำอะไรออกมาแบบนี้ อย่างน้อย ก็ไม่ใหญ่โตจนเกินพอดี หรือแยกตัวออกไปจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาคงไม่เคยได้ยินคำพังเพยของไทยที่ว่า “จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใคร เขาอยากเห็น เราเด่นเกิน ”


ลองดูตัวอย่างบ้านหลังอื่นๆกันบ้างครับ




คฤหาสน์ Updown Court
Windlesham , Surrey , UK


คฤหาสน์หลังนี้ จัดให้เป็นบ้านที่แพงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่า 138 ล้านดอลล์ หรือราว 4,500 ล้านบาท โดยนิตยสาร Forbes นอกจากห้องนอนและห้องต่างๆแล้ว ยังมีห้องดูหนัง ขนาดความจุ 50 ที่นั่ง และถนนที่ปูด้วยหินอ่อน ทั้งหมด




บ้าน Genesis
Hong Kong


ถึงจะดูไม่ค่อยสวย สมกับตำแหน่งนัก แต่ก็อยู่ในตำแหน่งที่สวยที่สุดของ Victoria Peak ทีเดียว สนนราคา ไม่ได้กล่าวถึง เพราะมูลค่าของมันอาจจะตกลง เนื่องจากเจ้าของคือนาย Wong Kwan ประสบปัญหาทางการเงินมาตั้งแต่ ปี 2001 (การเป็นเจ้าของตึกใหญ่ๆนั้น ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินสร้างได้แค่นั้นก็พอ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถ้าออกแบบไม่ดี หรือไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการบำรุงรักษา การอยู่อาศัยและใช้งาน ก็จะมีค่าใช้จ่ายมหาศาลเช่นกัน ดูอย่างประเทศในแถบยุโรปเป็นตัวอย่าง มีปราสาทเก่าๆมากมายที่ประกาศขายในราคาไม่แพง แต่ก็หาคนซื้อยาก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลมันสูง ถ้าใครไม่สามารถใช้งานได้คุ้ม ก็ไม่น่าซื้ออยู่ หรือลงทุนให้เป็นภาระ )




The Pierre Hotel Penthouse
New York city, USA



Penthouse 3 ชั้น บนยอดตึก The Pierre Hotel ในนิวยอร์ค มีกลุ่มผู้บริหารโครงการจัดสรรรายหนึ่ง เป็นเจ้าของ ถึงแม้ว่าจะมีผู้เสนอราคางาม มาทาบทามซื้อหลายราย แต่ก็ต้องผิดหวังกลับไป ที่นี่นับเป็น อพาร์ทเม้นท์ที่แพงที่สุดด้วยมูลค่าถึง 70 ล้านดอลล์ (2,300 ล้านบาท)




คฤหาสน์ Bridgehampton
New York, USA


Bridgehampton เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ที่มีพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนพื้นที่ 60 เอเคอร์ มีทั้งสนามกอล์ฟ และสวน 14 สวน มูลค่า 75 ล้านดอลล์ (กว่า 2,400 ล้านบาท)




The Hala Ranch
Aspen, Colorado, USA





บ้านหลังนี้จัดเป็นบ้านที่แพงที่สุดในอเมริกา ด้วยมูลค่า 135 ล้านดอลล์ (ประมาณ 4,400 ล้านบาท) รับรองโดย นิตยสาร Forbes มีเจ้าของคือ เจ้าชาย Bandar bin Sultan เป็นลักษณะบ้านไร่พักผ่อน บนที่ดิน 95 เอเคอร์ ดูจากขนาดบ้านก็ไม่โตใหญ่มากนัก แต่ดูจากชื่อเจ้าของแล้ว คาดว่าการตกแต่งคงใช้แต่ของดีราคาแพงทั้งนั้น




คฤหาสน์ Tranquility
Lake Tahoe, Nevada, USA


เท่าที่ผ่านสายตามา ผมชอบบ้านหลังนี้ที่สุด ทั้งรูปร่างและก็ชื่อมันด้วย บ้านอยู่ริมทะเลสาบทาโฮ ไม่ใหญ่มาก ดูดีมีสไตล์ และมีที่ดินกว้างขวางกว่า 210 เอเคอร์ เจ้าของคือนาย Joel Horowitz ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Tommy Hilfiger แต่แกบอกขายบ้านหลังนี้เสียแล้ว ด้วยราคา 100 ล้านดอลล์ หรือกว่า 3,200 ล้านบาทเลย




Kensington Palace


พระราชวัง Kensington เป็นที่ประสูติของราชินี วิคตอเรีย ของอังกฤษ ปัจจุบันเป็นที่อยู่อย่างเป็นทางการของ The Duke and Duchess of Gloucester ; the Duke and Duchess of Kent ; and Prince and Princess Michael of Kent แต่ราคาคงประเมินยากหน่อย เพราะไม่เคยบอกขาย


อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1799901#ixzz14JUbJpOQ
                                               
...Yoshiki&Poroei-SADIE...
                                              รายงาน

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รูปการ์ตูน ^^


ดีก๊ะ ^^




  


รูปนี้กะจะไม่ได้ตั้งใจวาด แต่ผลที่ออกมา  ใช่ได้ (มั้ง)




รูปนี้ออกแนวเละๆ ง่า ไม่น่าลงสีไม้เลยง่า t-t





หมดล่ะ - -

ตอนต่อไปจะเป็นเกี่ยวกับการ์ตูนที่เก๊าวาดน้า >O<

โปรดติดตามมมมม โฮะๆๆ


...Yoshiki&Poroei-SADIE...
                                              รายงาน